COS Coseutics

ยินดีต้อนรับสู่ ซีโอเอส คอสซูติก

Welcome to COS COSEUTICS

ลดสิว & รอยสิว

เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (BPO) รักษาสิวได้จริงไหม เข้าใจกลไกและวิธีเลือกใช้ให้ตรงจุด

ภาพปกบทความ เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (BPO) รักษาสิวได้จริงไหม เข้าใจกลไกและวิธีเลือกใช้ให้ตรงจุด

เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide หรือ BPO หรือ Benzac) เป็นหนึ่งในยารักษาสิวที่วงการแพทย์ผิวหนังใช้รักษาสิวมานาน และยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในแนวทางการรักษาสิวปัจจุบันอยู่ครับ คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ BPO ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อสิวได้อย่างไร ไปจนถึงเข้มข้นเท่าไหร่ถึงจะเหมาะกับผิวเรา บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่กลไกการออกฤทธิ์ ไปจนถึงวิธีเลือกใช้ให้ตรงจุดตามหลักฐานทางวิชาการครับ

BPO ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อสิวได้อย่างไร

BPO ฆ่าเชื้อ Cutibacterium acnes (ชื่อเดิมเรียก Propionibacterium acnes) ด้วยกลไกทางเคมีล้วนๆ ไม่ใช่การออกฤทธิ์แบบยาปฏิชีวนะ เมื่อทาลงบนผิว สาร cysteine ที่อยู่ในชั้นหนังกำพร้าจะไปสลายพันธะเปอร์ออกไซด์ของ BPO เกิดเป็นอนุมูลอิสระ (Free Radicals) และอนุมูลออกซิเจนที่ไวต่อปฏิกิริยา ( ที่เรียกว่า Reactive Oxygen Species หรือ ROS ) เช่น superoxide ion และ hydroxyl radical (NCBI)

อนุมูลเหล่านี้จะเข้าไปทำปฏิกิริยาออกซิเดชันกับโปรตีนของเชื้อแบคทีเรีย ทำลายโครงสร้างและการทำงานของเชื้อจนตายลงครับ นอกจากฤทธิ์ฆ่าเชื้อแล้ว BPO ยังมีคุณสมบัติ:

  • ควบคุมความมัน (Sebostatic)
  • ผลัดเซลล์ผิว (Keratolytic)
  • ลดการอักเสบ (NCBI)

ทำไม BPO ถึงไม่ทำให้เชื้อสิวดื้อยา

ยาปฏิชีวนะไม่ว่าจะเป็นชนิดทาหรือกิน ออกฤทธิ์ผ่านกลไกทางชีวภาพที่จำเพาะเจาะจงต่อเชื้อ ทำให้เชื้อแบคทีเรียมีโอกาสปรับตัวจนดื้อยาได้ครับ แต่ BPO ฆ่าเชื้อด้วยปฏิกิริยาออกซิเดชันแบบตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นกลไกที่เชื้อยังไม่มีทางพัฒนาการดื้อยาขึ้นมาได้เลย อย่างน้อยจนถึงตอนนี้ (PMC)

เพราะฉะนั้นแนวทางการรักษาสิวล่าสุดจาก American Academy of Dermatology ( AAD ) จึงแนะนำว่า ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทาเพียงอย่างเดียว (Topical antibiotic monotherapy) เพราะเพิ่มความเสี่ยงเชื้อดื้อยา แต่ควรใช้ร่วมกับ BPO เสมอเพื่อลดโอกาสดื้อยาลง (AAD)

BPO ช่วยลดการอุดตันของรูขุมขนด้วยไหม

นอกจากฤทธิ์ฆ่าเชื้อ BPO ยังมีฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิวที่ช่วยลด Microcomedones หรือจุดเริ่มต้นของการอุดตันในรูขุมขนได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่มได้ด้วยครับ กลไกนี้เกิดจากสภาวะกรดอ่อนๆ ที่ BPO สร้างขึ้นบนผิว ไปกระตุ้นการหลุดลอกของเซลล์ผิวที่ตายแล้วตามธรรมชาติ (Desquamation) ทำให้ไม่มีเซลล์ผิวสะสมจนอุดตันรูขุมขน จนกลายเป็นสิวอุดตันในระยะยาว

ทำไมแพทย์ผิวหนังมักให้ทา BPO ควบคู่กับยารักษาสิวเสมอ

แนวทางการรักษาสิวฉบับปี 2024 ของ AAD เรียก BPO ว่าเป็น "Anchor Therapy" หมายถึงตัวยาหลักที่ควรมีอยู่ในสูตรการรักษาแทบทุกเงื่อนไข ไม่ว่าจะใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดทาหรือชนิดกินก็ตาม (AAD)

หลักการนี้เรียกว่า "Antibiotic Stewardship" คือการจำกัดการใช้ยาปฏิชีวนะให้สั้นและจำเพาะที่สุดเท่าที่จำเป็น พร้อมกับใช้ BPO ควบคู่ไปด้วยเพื่อลดการดื้อยา (JAAD)

BPO จับคู่กับยาตัวไหนได้ผลดีที่สุด

แนวทางการรักษาสิวแนะนำให้ใช้ BPO ร่วมกับยาในกลุ่ม Topical Retinoids เช่น Adapalene หรือ Tretinoin เพราะออกฤทธิ์คนละกลไก ตัวหนึ่งลดการอักเสบและฆ่าเชื้อ อีกตัวหนึ่งปรับการสร้างเซลล์ผิวและลดการอุดตัน ช่วยให้ทำงานเสริมกันได้ดีครับ (JAAD)

ในทางปฏิบัติอาจจะใช้เป็นสูตรผสมสำเร็จ ( Fixed-dose combination ) หรือทาแยกกันคนละช่วงเวลาของวันก็ได้ ส่วนการทาร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดทาอย่าง Clindamycin ก็เป็นสูตรที่หมอแนะนำเหมือนกันครับ เพราะ BPO ช่วยลดโอกาสเกิดเชื้อดื้อยาจาก Clindamycin ได้ด้วย (JAAD)

BPO ใช้ได้กับสิวทุกแบบไหม

BPO ให้ผลดีทั้งใน สิวอุดตัน (Comedonal acne) และ สิวอักเสบ (Inflammatory acne) เพราะออกฤทธิ์ครอบคลุมทั้งฆ่าเชื้อและลดการอุดตันในตัวเดียวกัน

ความเข้มข้น 2.5%, 5%, 10% เข้มข้นกว่าดีกว่าจริงไหม

คำตอบ คือ ไม่จริง ครับ งานวิจัยเปรียบเทียบพบว่าประสิทธิภาพในการลดสิวอักเสบของ BPO ความเข้มข้น 2.5%, 5% และ 10% ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่ความเข้มข้นที่สูงขึ้นกลับทำให้เกิดการระคายเคืองมากขึ้นเกือบเท่าตัว (Journal of Dermatology)

การศึกษาในผู้ป่วยชาวเอเชียยังพบว่าความเข้มข้นต่ำอย่าง 2.5% ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับความเข้มข้นสูงกว่า แต่ผิวระคายเคืองน้อยกว่าชัดเจน ดังนั้นสำหรับคนผิวบอบบางหรือเพิ่งเริ่มใช้ BPO ครั้งแรก การเลือกความเข้มข้นต่ำก่อนจึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่ามากเลยครับ

เทคนิค Short-Contact Therapy ทาแล้วล้างออก คืออะไร

Short-Contact Therapy (SCT) คือการทา BPO ทิ้งไว้บนผิว 2-10 นาที แล้วล้างออก แทนที่จะทาทิ้งไว้ทั้งวันหรือทั้งคืนแบบปกติ หลักการคือการระคายเคืองของ BPO จะสัมพันธ์กับระยะเวลาที่สัมผัสผิว เมื่อล้างออกไป ผิวก็จะระคายเคืองน้อยลง ในขณะที่ตัวยาส่วนที่ซึมเข้าสู่รูขุมขนไปแล้วยังคงออกฤทธิ์ต่อได้ตามปกติ

งานวิจัยพบว่า SCT ให้ผลลัพธ์ในการลดเชื้อสิวใกล้เคียงกับการทาทิ้งไว้ทั้งวัน แต่ผิวแห้งและระคายเคืองน้อยกว่ามาก จึงเหมาะเป็นทางเลือกสำหรับคนผิวแพ้ง่ายที่อยากได้ประโยชน์จาก BPO โดยไม่อยากเสี่ยงผิวลอกแดงครับ

เลือกแบบทาทิ้งไว้ (Leave-on) หรือแบบล้างออก (Wash-off) ดี

ผลิตภัณฑ์ BPO มีทั้งรูปแบบครีมหรือเจลที่ทาทิ้งไว้บนผิว (Leave-on) และรูปแบบคลีนเซอร์หรือโฟมล้างหน้าที่ใช้แล้วล้างออกทันที (Wash-off) ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับ Short-Contact Therapy ที่เล่าไปแล้ว

โดยทั่วไปรูปแบบ Leave-on จะให้ผลการรักษาที่ดีกว่าเพราะตัวยาสัมผัสผิวนานกว่า เหมาะกับผิวที่ทนต่อการระคายเคืองได้ดี ส่วนรูปแบบ Wash-off จะเหมาะกับคนผิวมันหรือผิวเป็นสิวที่อยากได้ประโยชน์เสริมจากขั้นตอนล้างหน้าประจำวัน โดยเลือกใช้คลีนเซอร์สูตรอ่อนโยนสำหรับผิวมันที่ไม่ทำลายเกราะป้องกันผิวควบคู่ไปด้วย จะช่วยให้ผิวไม่แห้งตึงจนเกินไป

สรุป

BPO เป็นยารักษาสิวที่มีหลักฐานทางวิชาการรองรับมายาวนาน ทั้งในแง่ประสิทธิภาพฆ่าเชื้อสิวโดยไม่ทำให้เกิดการดื้อยา และความหลากหลายในการเลือกความเข้มข้นหรือรูปแบบการใช้ให้เหมาะกับสภาพผิวแต่ละคน อย่างไรก็ตาม BPO ในประเทศไทยจัดเป็นยาที่ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของเภสัชกรหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านตจวิทยา เพื่อเลือกความเข้มข้นและรูปแบบที่เหมาะกับผิวของแต่ละคนได้อย่างปลอดภัยครับ

ในบทความถัดไป ผมจะพาไปดูวิธีรับมือผลข้างเคียงจากการใช้ BPO และไขข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ BPO กันครับ

อ้างอิง

AAD — American Academy of Dermatology issues updated guidelines for the management of acne
JAAD — Guidelines of care for the management of acne vulgaris
NCBI — Benzoyl Peroxide — StatPearls
PMC — Criticality of Benzoyl Peroxide and Antibiotic Fixed Combinations in Combating Rising Resistance in Cutibacterium acnes
Journal of Dermatology — Clinical efficacy and safety of benzoyl peroxide for acne vulgaris: Comparison between Japanese and Western patients
PubMed — The effect of benzoyl peroxide 9.8% emollient foam on reduction of Propionibacterium acnes on the back using a short contact therapy approach
PMC — A Review of the Safety and Efficacy of Benzoyl Peroxide (5.3%) Emollient Foam in the Management of Truncal Acne Vulgaris


สรุปและเรียบเรียงโดย นพ.สกุลเกียรติ ตันศิริคงคล (หมออ๊อก บอกเล่า)
*Clinical Dermatology, St Thomas' Hospital, *
King's college London, UK

แนะนำผลิตภัณฑ์

เจลล้างหน้าสำหรับผิวมัน ผิวเป็นสิว ซีโอเอส คอสซูติก คลีนเซอร์ 110 มล.เจลล้างหน้าสำหรับผิวมัน ผิวเป็นสิว ซีโอเอส คอสซูติก คลีนเซอร์ 110 มล.เจลล้างหน้าสำหรับผิวมัน ผิวเป็นสิว ซีโอเอส คอสซูติก คลีนเซอร์ 500 มล.เจลล้างหน้าสำหรับผิวมัน ผิวเป็นสิว ซีโอเอส คอสซูติก คลีนเซอร์ 500 มล.เจลลดสิว ซีโอเอส คอสซูติก แอนติ แอคเน่ เจล 5 มล.เจลลดสิว ซีโอเอส คอสซูติก แอนติ แอคเน่ เจล 5 มล.ซีโอเอส คอสซูติก ไนอะซินาไมด์ พลัส เซรั่ม 20 กรัมซีโอเอส คอสซูติก ไนอะซินาไมด์ พลัส เซรั่ม 20 กรัม

คำถามที่พบบ่อย

BPO ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อสิวได้อย่างไร
BPO ฆ่าเชื้อ Cutibacterium acnes ด้วยกลไกทางเคมี ไม่ใช่แบบยาปฏิชีวนะ โดยสาร cysteine ในผิวจะสลายพันธะเปอร์ออกไซด์ของ BPO เกิดเป็นอนุมูลอิสระที่ทำลายโครงสร้างเชื้อแบคทีเรียจนตาย นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ควบคุมความมัน ผลัดเซลล์ผิว และลดการอักเสบ
ทำไม BPO ถึงไม่ทำให้เชื้อสิวดื้อยา
เพราะ BPO ฆ่าเชื้อด้วยปฏิกิริยาออกซิเดชันโดยตรง ซึ่งเป็นกลไกที่เชื้อยังไม่มีทางต้านทานได้ AAD จึงแนะนำไม่ให้ใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทาเพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้ร่วมกับ BPO เสมอ
ความเข้มข้น 2.5%, 5%, 10% เข้มข้นกว่าดีกว่าจริงไหม
ไม่จริงครับ งานวิจัยพบว่าประสิทธิภาพลดสิวอักเสบของ BPO ทั้ง 3 ความเข้มข้นไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่ความเข้มข้นสูงขึ้นกลับทำให้ระคายเคืองมากขึ้น จึงแนะนำให้เริ่มจากความเข้มข้นต่ำก่อนโดยเฉพาะผิวบอบบาง
เทคนิค Short-Contact Therapy ทาแล้วล้างออก คืออะไร
คือการทา BPO ทิ้งไว้บนผิวเพียง 2-10 นาทีแล้วล้างออก แทนการทาทิ้งไว้ทั้งวันหรือทั้งคืน ให้ผลลัพธ์ลดเชื้อสิวใกล้เคียงกันแต่ผิวแห้งและระคายเคืองน้อยกว่ามาก
ใช้ BPO คู่กับยาตัวไหนได้ผลดีที่สุด
แนะนำให้ใช้ร่วมกับ Topical Retinoids เช่น Adapalene หรือ Tretinoin เพราะออกฤทธิ์คนละกลไกและเสริมกันได้ดี หรือใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดทาอย่าง Clindamycin ก็ช่วยลดโอกาสเชื้อดื้อยาได้เช่นกัน